1.4 สวัสดิภาพสัตว์ในอีกมุมมองหนึ่ง – ระบบการปรับสมดุลยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความเครียด (Allostasis) และการปรับตัว (adaption)

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลสวัสดิภาพของสัตว์คือการระบุจุดที่เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าที่ระดับใดจะเป็นระดับที่สัตว์อยู่ในสภาวะที่ไม่พึงประสงค์และถือว่ามีความรุนแรงมากจนส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสถานะทางสวัสดิภาพของสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ ในหัวข้อนี้จะศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่พึงประสงค์ (Unpleasant Stressors) กับปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความทุกข์ทรมาน (Suffering) ที่ส่งผลกระทบและบั่นทอนวัสดิภาพของสัตว์อย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่า ความเจ็บปวด ความกลัว ความหิว ความเบื่อหน่าย และสภาวะอื่นๆ สามารถส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของสัตว์ในเชิงลบได้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลรองรับที่สมจริงมากพอในการจะสรุปได้ว่าสภาวะดังกล่าวเหล่านี้จะบั่นทอนและส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของสัตว์เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาวะดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตปกติตามธรรมชาติของสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามจำแนกความแตกต่างระหว่างความรู้สึกไม่พึงประสงค์ (Unpleasant) กับความทุกข์ทรมาน (Suffering)  ให้ได้ นั่นคือ ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ที่ระดับความถี่หรือความรุนแรงของสภาวะไม่พึงประสงค์เหล่านี้ ที่ระดับใดจึงจะถือว่าส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ

คำว่า "ความทุกข์ทรมาน" (Suffering) สามารถระบุได้อย่างชัดเจนเมื่อสัตว์ต้องเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ไม่พึงประสงค์ (ความรู้สึกไม่ดี) ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรงเฉียบพลันหรือแบบต่อเนื่องยาวนานเรื้อรัง เนื่องมาจากว่าสัตว์เองไม่สามารถตอบสนองในรูปแบบปกติเพื่อที่จะช่วยลดความเสี่ยงในสถานการณ์เหล่านั้นได้

แนวคิดโมเดล "ระบบการปรับสมดุลยืดหยุ่น" (Allostasis) แบบจำลองกลไกทางชีววิทยาที่ปรับตัวรับมือกับความเครียด ช่วยรักษาความสมดุลภายใน 'Allostasis' ถูกนำเสนอขึ้นมาในปี พ.ศ. 2550 ถือเป็นมุมมองหนึ่งที่เน้นความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ (Dynamic View) ต่อสวัสดิภาพของสัตว์ (ภาพที่ 1.3 จาก Korte et. al. 2007) แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาสมรรถนะทางสรีรวิทยา ทางพฤติกรรม และทางอารมณ์ของสัตว์ให้อยู่ในขอบเขตปกติ โดยทั่วไปมักจะเรียกกันว่า "จุดสมดุลคงที่" หรือ “การรักษาสมดุลของร่างกายแบบคงที่” (homeostasis) แต่แนวคิด Allostasis นี้จะเน้นให้ความสำคัญกับความสามารถของสัตว์ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเผชิญปัญหาเพื่อรับมือหรือเตรียมพร้อมต่อความท้าทายหรือความเครียดที่กำลังจะเกิดขึ้น (และรวมถึงสิ่งเร้า/กระตุ้นที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันด้วย)

ในภาพแกน X คือระดับความท้าทายของสิ่งแวดล้อม แกน Y คือขอบเขตสวัสดิภาพสัตว์ เริ่มจากสภาพไม่ดีไปยังสภาพดี เส้นขีดกลางคือสวัสดิภาพที่เป็นกลาง (Neutral) เส้นเฉียงจากซ้ายบนไปขวาล่างคือแนวคิดเดิมว่าสัตว์มีสวัสดิภาพดีเมื่อความท้าทายน้อยและไม่ดีเมื่อความท้าทายสูง เส้นโค้ง U กลับหัวคือแนวคิดใหม่ตามกลยุทธ์การปรับตัว (Coping strategies) เริ่มจากกระตุ้นน้อยไป (Hypostimulation) โค้งขึ้นไปถึงระดับเหมาะสมและลดลงเมื่อกระตุ้นมากไป (Hyperstimulation)
ภาพที่ 1.3 การเปรียบเทียบแนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ในสภาวะที่สิ่งแวดล้อมมีความท้าทายเพิ่มขึ้น (ที่มา: Korte, Olivier and Koolhaas, 2007)เส้นตรงแสดงถึงแนวคิดแบบเดิม “การรักษาสมดุลของร่างกายแบบคงที่ (homeostasis)” ในขณะที่เส้นโค้งกลับหัวเป็นรูปอักษรตัวยู่ U) อ้าอิงตามแนวคิด ระบบการปรับสมดุลยืดหยุ่น" (Allostasis)

ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเกี่ยวกับการป้องกัน "ความทุกข์ทรมาน" ก็คือ การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้สัตว์ต้องเผชิญกับความท้าทาย/ความกดดันที่มากเกินไป (หรือแม้กระทั่งเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความท้าทายน้อยเกินไป/ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม) ซึ่งเกิดขึ้นมากเกินกว่าความสามารถที่สัตว์จะรับมือหรือปรับตัวได้

อีกหนึ่งแนวทางที่มีประโยชน์ในการจัดการปัญหาสวัสดิภาพของสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มคือ การทำความเข้าใจถึงปัญหาที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อ "ศักยภาพในการปรับตัว” ของสัตว์ไม่สอดคล้องในการรับมือกับปัญหาความท้าทายที่เกิดในสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่ปัจจุบัน ประเด็นปัญหานี้มักพบได้ทั่วไปเมื่อสัตว์ถูกนำมาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาหรือในระบบเลี้ยงอุตสาหกรรมแบบปิด ซึ่งมักทำให้เกิดการขาดการเชื่อมโยง (Disconnect) ระหว่างพฤติกรรมปกติตามธรรมชาติ สภาวะทางอารมณ์ความรู้สึกและสมรรถนะการทำงานพื้นฐานของร่างกาย การขาดการเชื่อมโยงนี้มักเป็นสาเหตุของการเกิดช่องว่างระหว่างแนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ทั้ง 3 ด้านหลักที่ได้กล่าวไปข้างต้น (ได้แก่ แนวคิดด้านความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ แนวคิดด้านอารมณ์ความรู้สึก และแนวคิดด้านการทำงานของร่างกาย) ภาพที่ 1.4 ด้านล่างนี้ (ดัดแปลงมาจาก Fraser et. al. 1997) แสดงให้เห็นว่าสามารถนำแนวคิดที่แตกต่างกันเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกันได้อย่างไร

 

ภาพที่ 1.4: แสดงถึงปัญหา 3 ประเภทหลัก ที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อ"ศักยภาพในการปรับตัว" ของสัตว์ (วงกลม A) ไม่พอเหมาะหรือไม่ได้ทับซ้อนกันอย่างสมบูรณ์กับความท้าทายที่สัตว์เผชิญภายใต้สภาพแวดล้อมการเลี้ยงปัจจุบัน (วงกลม B)  The diagram is modified from Fraser et. al., 1997. It shows two coloured and overlapping circles with the first labelled "1", the second "2" and the area of overlap "3". The first circle represents the adaptations posessed by the animal and the second circle the challenges faced by the animal in its current circumstances. The area of overlap represents the challenges for which the animal has corresponding (but inadequate) adaptations. The remaining area in the first circle represent adaptations that no longer serve and important function, whilst the remaining area in the second circle represent challenges for which the animal lacks corresponding adaptations.

การปรับตัวดังที่แสดงในวงกลม A นั้น ครอบคลุมถึงลักษณะทางกายวิภาค สรีรวิทยา หรือพฤติกรรม (รวมไปถึงสภาวะทางอารมณ์ความรู้สึก เช่น ความหิว ความกลัว ความหนาว ความเจ็บปวด เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้สัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา) วงกลม B แสดงถึงความท้าทายที่สัตว์เผชิญในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน และรวมถึงปัจจัยก่อให้เกิดความเครียด/ความกดดันในทุกรูปแบบ (เช่น การเผชิญกับความหนาวเย็น  เชื้อโรค ผู้ล่า การขาดสารอาหาร การขาดสิ่งกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เป็นต้น)

 พื้นที่สีฟ้าทางด้านซ้ายนอกส่วนพื้นที่ทับซ้อนหมายเลข "1" ครอบคลุมถึงสถานการณ์ที่สัตว์มีกลไกการปรับตัว (ตามสัญชาติญาณ) อยู่ แต่กลไกการปรับตัวเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ (ไม่มีบทบาท) สำคัญในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ในกรณีนี้ สัตว์อาจเกิดความรู้สึกไม่พึงประสงค์ในจิตใจได้ (อาจถึงขั้น "ตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน") แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพทางกายของสัตว์เลยก็ตาม ตัวอย่างเช่น ปลาที่ให้กินอาหารเม็ดจนอิ่มสมบูรณ์แล้ว แต่ยังคงมีความรู้สึกอยากที่จะออกหาอาหารตามธรรมชาติ

พื้นที่สีเหลืองทางด้านขวานอกส่วนพื้นที่ทับซ้อนหมายเลข "2" ครอบคลุมถึงความท้าทายในสภาพแวดล้อมที่สัตว์ไม่มีกลไกปรับตัวเพื่อรับมือกับมันได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ปลาบางชนิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนบางชนิด (เช่น ฟีนอล) ได้ แม้ว่าสารนั้นจะมีความเข้มข้นในระดับสูงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม ประเด็นนี้นำไปสู่การบกพร่องของระบบการทำงานของร่างกายอย่างรุนแรง แต่ว่าสัตว์เหล่านี้อาจไม่ได้แสดงอาการใดๆที่ส่งผลต่อความรู้สึกหรือการรับรู้ทางจิตใจของพวกมันออกมาเลย

พื้นที่สุดท้าย พื้นที่ทับซ้อนตรงกลาง หมายเลข "3" ครอบคลุมสถานการณ์ต่างๆที่สัตว์เผชิญ ซึ่งสัตว์มีกลไกปรับตัวในการรับมืออยู่แล้ว แต่กลไกการปรับตัวเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ เช่น อุณหภูมิของน้ำในสภาพแวดล้อมโดยรอบที่อาจผันผวนมากเกินขีดความสามารถของสัตว์ในการปรับตัวเพื่อควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย (thermoregulatory) ในกรณีนี้ จึงมีผลกระทบในทางอารมณ์ความรู้สึกและระบบการทำงานของร่างกายสัตว์ในเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Last modified: Tuesday, 15 September 2026, 2:11 PM