3.2 สุขภาพกาย - สัณฐานวิทยาและสรีรวิทยา
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ที่ประเมินจากตัวสัตว์ (Animal-based WIs) เป็นตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ ซึ่งสะท้อนสถานะปัจจุบันของสวัสดิภาพสัตว์จากข้อมูลบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสัตว์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่สะสมมา เนื้อหาในหัวข้อนี้จะมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดสวัสดิภาพ (Wis) ที่ประเมินจากสุขภาพกายของสัตว์โดยตรง พร้อมทั้งอธิบายความเชื่อมโยงของตัวชี้วัดเหล่านั้นต่อสวัสดิภาพสัตว์ในแต่ละด้านอย่างเฉพาะเจาะจงและข้อพิจารณาสำคัญในการสุ่มตัวอย่าง โดยตัวชี้วัดเหล่านี้อาจประเมินเป็นคะแนนเชิงคุณภาพโดยใช้ระบบการจัดลำดับ (ซึ่งมักเป็นตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ทางสัณฐานวิทยา) หรือประเมินแบบช่วงของค่าที่ต่อเนื่องกันที่ให้ผลลัพธ์เป็นตัวเลข (ซึ่งมักเป็นตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ทางสรีรวิทยา)
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์เชิงผลลัพธ์ (OWIs) ทางสัณฐานวิทยา
ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (OWIs) เหล่านี้ มักเป็นการประเมินจากความสมบูรณ์เชิงโครงสร้างของร่างกายสัตว์ ซึ่งความผิดปกติต่างๆของโครงสร้างของร่างกายสัตว์ที่เกิดขึ้นมักสะท้อนถึงปัญหาต่างๆที่สามารถนำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพและสวัสดิภาพอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาได้ง่าย เช่น การเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อหรือปรสิต การมีความผิดปกติของระบบประสาท การลดประสิทธิภาพด้านการกินอาหารและการว่ายน้ำ การเพิ่มโอกาสในการบาดเจ็บและเสีบชีวิต
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์เชิงผลลัพธ์ OWIs ทางสัณฐานวิทยาภายนอก
สภาวะหรือความเสียหายของครีบ สามารถประเมินให้คะแนนได้ตามระดับความเสียหาย/ การสึกกร่อน/ การฉีกแตก/ การหนาตัวขึ้นของเนื้อเยื่อครีบ/หรือการผิดรูป เนื่องจากครีบเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิตและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการว่ายน้ำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครีบจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางใหม่ในการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพของสัตว์ด้วย
ภาพที่ 3.2 ตัวอย่างของแผนผังทางสัณฐานวิทยาสำหรับการจำแนกความเสียหายของครีบหลัง ภาพจาก Nobel et. al. 2018 Morphological scheme for diagnosing and classifying key external injuries to dorsal fins. Level 0: Little or no evidence of this OWI, i.e. normal (not illustrated). Level 1, minor to Level 3, clear evidence of the OWI. It is important to differentiate between healed lesions and active lesions. Active lesions indicate an ongoing problem that needs to be addressed. Link: https://www.hi.no/resources/forskningsgrupper--materiell/Fishwell-Welfare-Indicators-for-farmed-Atlantic-salmon-tools-for-assessing-fish-welfare.pdf
สภาวะของผิวหนังหรือความเสียหายของชั้นผิวหนังชั้นนอก (การสูญเสีย/เสียหายของเกล็ดหรือเปลือก/กระดอง การมีบาดแผลรอยโรค การสูญเสียชั้นเมือก ฯลฯ) ผิวหนัง เกล็ด และชั้นเมือกมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ การหลุดหายไปหรือการเสื่อมสภาพของโครงสร้างเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านภาวะระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอถูกทำลาย ความเสี่ยงด้านการรบกวนกระบวนการควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ (osmoregulation) ตลอดจนความเสี่ยงแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บของชั้นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการมีสภาวะผิวหนังที่ไม่ดีหรือการเกิดบาดแผลเปิดจึงส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์
สภาวะของแผ่นปิดเหงือก แผ่นปิดเหงือก (opercula) มีบทบาทสำคัญคล้ายกับเหงือกต่อการหายใจของสัตว์น้ำบางชนิด สาเหตุหลักของความผิดปกติหรือความพิการของแผ่นปิดเหงือกดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด (โดยคาดว่าเกิดจากการขาดสารอาหารหรือสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม) สำหรับปลานั้น หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของแผ่นปิดเหงือกคือการปกป้องเส้นใยเหงือก (gill filaments) ที่เปราะบางไม่ให้เกิดความเสียหายทางกายภาพ ดังนั้น การสูญหายแผ่นปิดเหงือก การหดสั้นลง หรือได้รับความเสียหายจึงส่งผลให้เหงือกเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเกิดบาดแผลจากปัจจัยภายนอกและการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
สภาวะดวงตา (ตาโปน ตาเลือดออก ต้อกระจก ฯลฯ) ในขณะที่การบาดเจ็บทางกายภาพ (เช่น ความเสียหายจากการจับหรือการเคลื่อนย้ายสัตว์) มักจะเป็นประเด็นข้อกังวลหลักของความเสียหาย แต่ปัญหาทางดวงตามีสาเหตุจากการเกิดโรคได้มากมายหลายประการ ภาวะตาโปน (Exophthalmia) มักพบได้บ่อยและไม่มีสาเหตุที่เฉพาะเจาะจง (ดวงตาจะยื่นหรือปูดออกมาข้างนอก) ในสัตว์น้ำหลายชนิด สภาะนี้มักเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาของโรคที่ต้องตรวจสอบค้นหาสาเหตุเพิ่มเติมต่อไป ส่วนภาวะต้อกระจก (Cataracts) ซึ่งเป็นภาวะที่เลนส์ตามีความขุ่นมัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปจนถึงขั้นเกิดความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขกลับคืนสู่สภาพเดิมได้หรือทำให้ตาบอดได้ สภาวะเกิดแผลหรือความผิดปกติบริเวณจมูก/ขากรรไกร (Snout/Jaw condition) สามารถเกิดขึ้นได้จากกระบวนการจัดการสัตว์ที่ผิดวิธี (เช่น ในช่วงที่ปลาอยู่ร่วมกันอย่างแออัด การใช้สวิง/ตาข่ายจับปลา หรือการขนย้ายไปสู่ตลาด) หรืออาจเกิดจากการที่สัตว์ชนถูไถหรือกระแทกกับขอบหรือผนังของภาชนะที่เลี้ยง/คอกกั้นหรือถังเลี้ยงอยู่บ่อยครั้ง
ข้อควรพิจารณาในการสุ่มตัวอย่าง (สำหรับดัชนีชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์เชิงปฏิบัติการภายนอกร่างกายด้านสรีรวิทยาทั้งหมดดังที่กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้
- บาดแผลบาดเจ็บภายนอกใดๆก็ตาม เป็นสัญญาณที่ชัดเจนและเกิดขึ้นทันทีที่บ่งบอกถึงสวัสดิภาพสัตว์ที่ไม่ดี ซึ่งสังเกตได้ง่ายในระหว่างการปฏิบัติงานต่างๆ (หรือแม้กระทั่งการมองจากด้านบนผิวน้ำหากน้ำใสเพียงพอ) หากพบว่ามีความถี่ในการเกิดบาดแผลบ่อยครั้งและมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ถือเป็นดัชนีชี้วัดสวัสดิภาพเชิงปฏิบัติการ (OWI) ที่รวดเร็วและชัดเจนบ่งชี้ว่าสัตว์กำลังมีสวัสดิภาพไม่ดีและมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ที่ต้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ ในการประเมินเชิงคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินแบบรายตัวหรือแบบกลุ่ม สามารถกระทำได้ง่ายโดยแทบไม่มีการรบกวนตัวปลาหรือมีผลกระทบต่อตัวปลาน้อยมาก ส่วนการประเมินเชิงปริมาณ โดยทั่วไป มักขึ้นอยู่กับการสุ่มเก็บตัวอย่างปลามาตรวจและการจับสัมผัสตัวปลาด้วยมือ (แม้ว่าวิธีประเมินเชิงปริมาณนี้จะต้องจับสัมผัสตัวปลา แต่ก็สามารถทำได้ค่อนข้างรวดเร็วในสถานที่ปฏิบัติงานนั้นๆ)
-แผลสด/แผลเปิด แสดงถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นปัจจุบัน ในขณะที่ แผลที่หายดีแล้ว แสดงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีตหรือบาดแผลเดิม (บาดแผลเก่า) ที่เกิดก่อนหน้านี้ การสรุปความสัมพันธ์ที่แน่ชัดระหว่างระดับความรุนแรงหรือประเภทของบาดแผลกับผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพสัตว์มากน้อยเพียงใดนั้นกระทำได้ยาก บ่อยครั้ง การใช้ตัวชี้วัดจากตัวสัตว์เหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา/สาเหตุหลัก (Root cause) ของอาการได้ และยังอาจเสียเวลามากในการประมวลผลข้อมูลสัตว์ทีละตัว ซึ่งอาจใช้เวลาค่อนข้างนานจนถึงขั้นเมื่อเกษตรกรนำไปปรับใช้จริงก็อาจจะสายเกินไปจนกระทั่งแก้ไขไม่ทันการณ์ การสุ่มเก็บตัวอย่างยังต้องเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดด้วย ซึ่งหากไม่ได้ใช้วิธีสุ่มเก็บตามความสะดวกที่โอกาสอำนวย (Opportunistic sampling) แล้ว กระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานาน ใช้แรงงานจำนวนมาก และอาจรบกวนขั้นตอนการดูแลจัดการฟาร์มตามปกติอีกด้วย
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์เชิงผลลัพธ์ OWIs ทางสัณฐานวิทยาภายใน
ดัชนีความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย (Condition factor: K) / ภาวะผอมแห้ง (Emaciation state)
ดัชนีความสมบูรณ์แข็งแรง (K) เป็นดัชนีชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์เชิงปฏิบัติการ (OWI) เป็นตัวแทนที่ใช้วัดสถานะสุขภาพทางโภชนาการของสัตว์น้ำทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักใช้ประเมินในปลา คำนวณได้จากสูตร คือ K = 100 x น้ำหนัก (กรัม) x ความยาว (ซม)3 โดยที่ค่า K ยิ่งสูง หมายถึงปลามีรูปร่างอ้วนกลมมากขึ้น เป็นการสะท้อนภาพรวมความสมบูรณ์แข็งแรงของตัวปลาได้อย่างดี
ข้อควรพิจารณาในการสุ่มตัวอย่าง เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดค่าดัชนีความสมบูรณ์แข็งแรง (K) ที่แน่นอนเพื่อระบุว่าสวัสดิภาพสัตว์ได้ถูกบั่นทอนลง เนื่องจากค่าความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำหลากหลายชนิดนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญตามช่วงวัย (Life stages) หรือตามฤดูกาล ในฐานะตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ไม่รบกวนสัตว์มากนัก (เป็นการเก็บข้อมูลในขณะสลบปลา) กระทำได้รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายน้อย อย่างไรก็ตาม การใช้ตัวชี้วัดนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก็ต่อเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะมีความรุนแรงหรือส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญแล้ว
ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ความโค้งงอผิดปกติหรือความเสียหายของกระดูกสันหลังสามารถเกิดขึ้นได้จากการบาดเจ็บ ภาวะขาดสารอาหาร/คุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งความรุนแรงของอาการนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการว่ายน้ำ การทำงานของถุงลม และอาจส่งผลไปถึงระบบประสาทของปลาได้
ข้อควรพิจารณาในการสุ่มตัวอย่าง มีการพัฒนาระบบการจัดกลุ่มหรือประเภทการให้คะแนนความผิดปกติของกระดูกสันหลังขึ้นมาหลายระบบ โดยทั่วไปจะแบ่งคะแนนตามระดับความรุนแรง ตั้งแต่ไม่พบความผิดปกติเลย (ปลาปกติ) ผิดปกติเล็กน้อย ไปจนถึงผิดปกติขั้นรุนแรง จัดเป็นตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) ที่นิยมใช้และประเมินได้ง่าย ยกเว้นกรณีที่จะต้องใช้การเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจหาความผิดปกติเพียงเล็กน้อยและเพื่อให้ได้ความแม่นยำยิ่งขึ้น ในลักษณะเช่นเดียวกับอาการผิดปกติของเหงือก ความผิดปกติของกระดูกสันหลังอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยหรือหลายสาเหตุรวมกัน
สภาพเหงือก (สีซีดจาง/ความเสียหาย) ภาวะนี้อาจได้รับผลกระทบจากคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม การมีปรสิต การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส หรือเกิดจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ (เช่น เชื้อราและปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง) หรือแม้แต่เกิดจากการทำร้ายกันเองในฝูงปลาชนิดเดียวกัน (Conspecifics) ความสำคัญของสภาพเหงือกในฐานะตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าเหงือกไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนก๊าซ (โดยการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายปลา) เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ (Osmoregulation) รวมถึงการขับถ่ายของเสียกลุ่มไนโตรเจนออกจากร่างกายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การเสื่อมสภาพของเหงือกยังส่งผลให้ปลาเสี่ยงต่อการติดโรคอื่น ๆ ได้มากยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณาในการสุ่มตัวอย่าง การสังเกตด้วยสายตาสามารถใช้ประเมินสภาพเหงือกและระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้การสังเกตด้วยตาจะมีข้อจำกัดแต่ก็เป็นวิธีที่ประหยัด โดยสามารถใช้ระบบการให้คะแนน (Scoring systems) ในการจัดระดับเชิงคุณภาพซึ่งเป็นตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) ที่มีประสิทธิภาพต่ออวัยวะ (เหงือก) ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของปลา อย่างไรก็ตาม การประเมินที่แน่ชัดและการวินิจฉัยโรคใดๆนั้นจะต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (ซึ่งส่วนใหญ่คือการตรวจทางเนื้อเยื่อวิทยา หรือ Histological examination) ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตของการประเมินตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) ทั่วไป
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWIs) ทางสรีรวิทยา
ตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWIs) เหล่านี้ใช้สำหรับประเมินการทำงานและสุขภาพภายในของสัตว์ ซึ่งปัญหาที่พบเหล่านี้มักสะท้อนถึงระดับความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะขาดสารอาหารหรือความไม่สมดุลของระบบเมตาบอลิซึม การติดเชื้อโรค ตลอดจนภาวะสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สามารถนำไปสู่ผลกระทบอื่นๆที่ร้ายแรงตามมาซึ่งรวมถึงการทำงานที่ผิดปกติหรือการล้มเหลวของอวัยวะ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและการเจริญเติบโตลดลง และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากขึ้นอีกด้วย
ตัวแปรในเลือด (ระดับคอร์ติซอลและกลูโคส) การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นการตอบสนองต่อความเครียดขั้นต้นระดับปฐมภูมิ (Primary stress response) โดยระดับของคอร์ติซอลที่หมุนเวียนอยู่ในพลาสมาสามารถใช้เป็นตัวแทนในการประเมินความเครียดได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการใช้คอร์ติซอลเป็นตัวชี้วัดสวัสดิภาพสัตว์ (OWI) กันอย่างแพร่หลาย แต่การแปลผลจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งประสบการณ์ทางลบ (ความเครียด) และประสบการณ์ทางบวก (ความตื่นเต้น) ต่างก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่งคอร์ติซอลได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวัดระดับคอร์ติซอลอาจก่อให้สัตว์เกิดความเครียดได้อีกด้วย ซึ่งการจัดการจับบังคับที่ไม่เหมาะสมและการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความแม่นยำของผลลัพธ์ได้อย่างมาก ส่วนระดับกลูโคส (น้ำตาลในเลือด) จัดเป็นการตอบสนองต่อความเครียดขั้นที่สองระดับทุติยภูมิ (Secondary stress response) และถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนประเมินความเครียดในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ข้อควรพิจารณาในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน แม้ว่าระดับกลูโคสที่เพิ่มสูงขึ้นจะสามารถใช้เป็นตัวแทนบ่งชี้ความเครียดได้ แต่จำเป็นต้องได้รับการประเมินบนพื้นฐานของการเปรียบเทียบ (เช่น การเปรียบเทียบระดับก่อนและหลังเกิดความเครียด) เนื่องจากมีหลากหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลกระทบต่อระดับกลูโคสในพลาสมาได้
หมายเหตุ ได้มีการศึกษาและทดลองประเมินระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลในน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ในเมือกบนผิวหนัง และในเกล็ดปลาด้วยเช่นกัน โดยวิธีที่ตรวจระดับคอร์ติซอลในน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา เป็นวิธีการที่ไม่รบกวนหรือก่อให้เกิดความบาดเจ็บต่อตัวสัตว์เลย (Non-invasive) และมีแนวโน้มที่จะมีประโยชน์อย่างมากในการประเมินการเลี้ยงในถังที่มีระดับความหนาแน่นของสัตว์น้ำสูงและในถังที่ทราบอัตราการหมุนเวียน/แลกเปลี่ยนน้ำที่แน่นอน ส่วนวิธีตรวจระดับคอร์ติซอลในเกล็ดปลาได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นตัวบันทึกสภาวะความเครียดในระยะยาว (Longer-term record) ในขณะที่วิธีการตรวจระดับคอร์ติซอลในเมือกปลานั้นเป็นวิธีประเมินที่มีศักยภาพและมีการรบกวนตัวปลาน้อยลง
ภาพที่ 3.3 ตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ความเข้มข้นของคอร์ติซอลในพลาสมาเลือด ในเมือกผิวหนัง และในเกล็ดปลา หลังจากที่สัตว์เกิดภาวะเครียด (ที่มา: Tort, 2020) The three charts show how the concentrations of cortisol following a stress event change over 24 hours and then 14 to 30 days when measured in blood plasma, skin mucus and scales. Cortisol is least persistent in skin mucus and most persistent in scales. This slide is taken from a presentation by Prof. Lluis Tort which was part of the Second Symposium on Fish Welfare (Webinar) held in November 2020. A video of the full symposium is available on YouTube: https://youtu.be/kus_YXnPYDo?si=lD2o2_cFyvHGoZqh
ระดับเม็ดเลือดแดงอัดแน่น เป็นปริมาณของเม็ดเลือดแดงในปริมาตรเลือดทั้งหมด จัดเป็นตัวชี้วัดที่หลักที่ใช้ประเมินความสามารถในการลำเลียงออกซิเจน ประเมินสภาวะความสมดุลของน้ำในร่างกาย (Hydration status) และประเมินระดับความเครียดโดยรวมของสัตว์
จำนวนเม็ดเลือดขาว การเพิ่มขึ้นของจำนวนเม็ดเลือดขาว ภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (Leukocytosis) สามารถบ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรืออย่างน้อยที่สุดบ่งบอกถึงระดับความเครียดเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติอย่างมาก (Leukopenia) จะแสดงถึงภาวะภูมิคุ้มกันทำงานลดลงหรือถูกยับยั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม หากค่าดังกล่าวเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ของสัตว์ชนิดนั้นๆ ย่อมแสดงว่าสุขภาพของสัตว์อยู่ในภาวะเสี่ยงหรือถูกกระทบแล้ว
